ทำไมของแห้งถึงเสียทั้งที่เพิ่งซื้อมา
ของแห้งดูทนทาน แต่จริงๆ มีจุดอ่อนซ่อนอยู่ตั้งแต่ก่อนจะถึงมือเรา ทั้งมอดและเชื้อราไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ แต่มีสาเหตุที่อธิบายได้ชัดเจน
มอดไม่ได้มาจากอากาศ แต่มาพร้อมถุงข้าว
ความเชื่อที่ว่ามอดบินเข้ามาจากนอกบ้านนั้นไม่ค่อยถูกต้องนัก ส่วนใหญ่ไข่มอดติดมากับข้าวสารตั้งแต่ขั้นตอนสีข้าวหรือบรรจุถุง เล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซื้อมาวางไว้ก็ยังไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
ปัญหาอยู่ที่อุณหภูมิและความชื้น ครัวบ้านเราส่วนใหญ่ร้อนและอากาศถ่ายเทไม่ดี สภาพแบบนี้เร่งให้ไข่ฟักออกเร็วขึ้นมาก บางทีแค่ 2-3 สัปดาห์ หลังซื้อมา เปิดถุงออกก็เจอตัวมอดแล้ว ไม่ใช่เพราะโชคร้าย แต่เพราะเงื่อนไขในครัวพอดีกับที่มอดต้องการ
ความชื้นคือตัวการหลักของเชื้อรา
พริกแห้งที่ดูแห้งสนิทแล้ว บางทีเปิดมาอีกทีกลับมีกลิ่นอับหรือเห็นจุดขาวๆ เกาะอยู่ นั่นคือเชื้อราที่เริ่มขึ้นแล้ว สาเหตุมักมาจากความชื้นที่สะสมในภาชนะ ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติกที่พับปากไว้หลวมๆ หรือกล่องที่ฝาปิดไม่แน่น
ครัวไทยมีไอน้ำจากการทำอาหารตลอดวัน อากาศในครัวมีความชื้นสูงกว่าห้องทั่วไปอยู่แล้ว ถ้าภาชนะเก็บของแห้งปิดไม่สนิท ความชื้นก็แทรกเข้าไปได้ทีละนิด สะสมไปเรื่อยๆ จนเชื้อราเริ่มเจริญเติบโต เส้นหมี่ก็เจอปัญหาเดียวกัน โดยเฉพาะที่เปิดถุงแล้วแต่ไม่ได้ปิดใหม่ให้สนิท ความชื้นเข้าไปได้ง่ายมาก
รู้สาเหตุแล้ว ขั้นต่อไปคือแก้ที่ภาชนะและวิธีเก็บ เริ่มจากของที่ซื้อมาเยอะที่สุดในครัวบ้านก่อน นั่นคือข้าวสาร
เก็บข้าวสารยังไงให้พ้นมอดได้จริง
ข้าวสารเป็นของที่ซื้อมาทีละมากๆ แล้วค่อยๆ ใช้ไปหลายอาทิตย์ ยิ่งเก็บนาน ยิ่งมีโอกาสโดนมอดก่อนหมด วิธีเก็บที่ถูกต้องช่วยยืดอายุได้หลายเท่า
ภาชนะที่ใช่สำหรับข้าวสาร
ถุงพลาสติกที่ข้าวสารมาด้วยนั้นไม่ได้ออกแบบมาให้เก็บระยะยาว ปากถุงพับไว้หรือรัดยางก็ยังมีช่องให้อากาศเข้าออกได้ตลอด ภาชนะที่กันมอดได้จริงต้องปิดสนิท ไม่มีช่องรั่ว
ลักษณะที่ต้องมี ได้แก่:
- ฝาล็อกแน่น กดแล้วได้ยินเสียงคลิก หรือมีซีลรอบขอบ
- วัสดุเกรดอาหาร ไม่มีกลิ่น ไม่ดูดซับความชื้น
- ขนาดพอดีกับปริมาณที่ซื้อ ไม่ใหญ่เกินจนเหลือช่องอากาศเยอะ
ถุงผ้าหรือตะกร้าเปิดโล่งไม่เหมาะเลย เพราะอากาศและความชื้นเข้าได้ตลอด มอดก็เข้าตามได้ง่าย
ถังเก็บข้าวสารขนาด 5/10/15 กก. ที่ปิดสนิท ป้องกันแมลงและความชื้น — แก้ปัญหาหลักที่บทความเตือนว่าข้าวสารเก็บในถุงพลาสติกธรรมดาจะเสียเร็ว
ดูสินค้าถังเก็บข้าวสารที่มีระบบปิดสนิทและป้องกันแมลงช่วยแก้ปัญหานี้ได้ตรงจุด โดยเฉพาะถ้าซื้อข้าวมาทีละ 5-10 กก. ควรมีถังแยกต่างหากแทนการเก็บในถุงเดิม
ลังข้าวสารระบบปิดมิดชิด 5/10/15 กก. ป้องกันมอดและแมลง — ตรงกับคำแนะนำของบทความให้เปลี่ยนจากถุงเปิดเป็นภาชนะปิดสนิท
ดูสินค้าDouble Lock กล่องเก็บข้าวสาร 5/10 กก. มีล้อและถ้วยตวง พร้อมระบบล็อค — ให้ความสะดวกในการเก็บและเข้าถึงข้าวสารโดยปิดสนิท
ดูสินค้าใบเตยและกานพลู ของในครัวที่ช่วยไล่มอดได้
นอกจากภาชนะปิดสนิท มีของในครัวสองอย่างที่ช่วยได้ดีพอสมควร คือ ใบเตยแห้ง และ กานพลู กลิ่นจากทั้งสองอย่างนี้มอดไม่ชอบ ใส่ไว้ในถังข้าวช่วยเพิ่มชั้นป้องกันได้
วิธีใช้ใบเตยคือนำใบเตยสดมาผึ่งให้แห้งสนิทก่อน แล้วพับใส่ลงในถังข้าวประมาณ 3-4 ใบ ต่อข้าว 5 กก. เปลี่ยนใหม่ทุก 1-2 เดือน หรือเมื่อกลิ่นจางหายไป ส่วนกานพลูใช้ 5-6 เม็ด ใส่ลงไปตรงๆ ได้เลย ข้อควรระวังคืออย่าใช้ใบเตยที่ยังชื้นอยู่ เพราะจะนำความชื้นเข้าถังแทน ซึ่งแย่กว่าไม่ใส่อะไรเลย
เส้นหมี่และเส้นแห้งอื่นๆ เก็บยังไงไม่ให้ชื้นและแตก
เส้นแห้งทุกชนิดมีปัญหาร่วมกันคือดูดความชื้นได้ดี และเปราะแตกง่ายถ้าวางผิดท่า เก็บให้ถูกวิธีไม่ยาก แต่ต้องเปลี่ยนนิสัยเล็กน้อย
เปิดแล้วเหลือ เก็บยังไงให้ไม่ชื้น
เส้นหมี่ที่เปิดถุงแล้วใช้ไม่หมด ถ้าพับปากถุงแล้ววางไว้อย่างนั้น ความชื้นเข้าได้ทันที โดยเฉพาะในครัวที่มีไอน้ำจากการทำอาหาร เส้นจะเริ่มนิ่มและเหนียวก่อนที่จะเห็นว่าเสีย
วิธีที่ได้ผลจริง:
- ถุงซิปล็อกขนาดพอดี บีบอากาศออกก่อนปิด เก็บได้นานขึ้นอีกหลายสัปดาห์
- กล่องพลาสติกทรงสูง เหมาะกับเส้นหมี่ม้วนยาวที่ไม่อยากหัก วางตั้งได้โดยไม่ต้องพับ
- ถ้าไม่มีกล่อง ให้มัดยางรัดปากถุงเดิมให้แน่น แล้วซ้อนถุงซิปล็อกอีกชั้น
วางตั้งดีกว่านอน เพราะเส้นไม่โดนน้ำหนักกดทับ โอกาสแตกหักน้อยกว่า
เส้นหมี่อบแห้ง Waiwai 2.7 กก. ปราศจากไขมันและคอเลสเตอรอล — ตัวอย่างสินค้าเส้นแห้งที่ต้องเก็บในภาชนะปิดเพื่อป้องกันความชื้น
ดูสินค้าเส้นหมี่เวียดนาม bánh hỏi แบบแห้ง 340 ก. เก็บได้นานเป็นปี — แสดงว่าเส้นแห้งที่เก็บถูกวิธีสามารถทนทานได้นาน
ดูสินค้าตู้เย็นช่วยได้ไหม กับของแห้งบางชนิด
ถ้าครัวบ้านร้อนมากหรือมีความชื้นสูง ตู้เย็นเป็นตัวเลือกที่ช่วยได้จริงสำหรับเส้นแห้งบางชนิด โดยเฉพาะวุ้นเส้นและเส้นบะหมี่แห้งที่เปิดแล้ว อุณหภูมิเย็นช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อราและแมลงได้ดี
แต่มีเรื่องที่ต้องระวังสองอย่าง อย่างแรกคือกลิ่น ตู้เย็นมีกลิ่นจากอาหารหลายชนิด เส้นแห้งดูดกลิ่นได้ง่าย ต้องใส่ในถุงซิปล็อกหรือกล่องปิดสนิทก่อนนำเข้าตู้เย็นเสมอ อย่างที่สองคือความชื้นจากตู้เย็นเอง เวลาหยิบออกมาแล้วนำกลับเข้าซ้ำๆ ความชื้นจากอากาศภายนอกจะเข้าไปในภาชนะ ควรแบ่งเป็นส่วนเล็กๆ ก่อนเก็บ ไม่ต้องหยิบทั้งก้อนออกมาทุกครั้ง
พริกแห้งและเครื่องเทศแห้ง เก็บผิดพังเร็วที่สุด
ในบรรดาของแห้งทั้งหมดในครัว พริกแห้งและเครื่องเทศเสียง่ายที่สุด เพราะมีทั้งน้ำมันธรรมชาติที่หืนได้ และดูดซับความชื้นจากอากาศเก่งกว่าข้าวสารหรือเส้นหมี่มาก
พริกแห้งทั้งเม็ดกับพริกป่น เก็บต่างกัน
พริกแห้งทั้งเม็ดเสียช้ากว่าพริกป่นอย่างเห็นได้ชัด เหตุผลคือพื้นที่สัมผัสอากาศ พริกทั้งเม็ดมีเปลือกห่ออยู่ ความชื้นและออกซิเจนเข้าถึงเนื้อข้างในได้ยากกว่า แต่พริกป่นนั้นบดแล้ว ทุกอนุภาคสัมผัสอากาศโดยตรง น้ำมันในพริกก็หืนเร็วกว่ามาก กลิ่นเปลี่ยน รสชาติหายไป บางครั้งแค่ 2-3 เดือน ก็ไม่เหมือนตอนซื้อมาแล้ว
พริกแห้งทั้งเม็ดเก็บในภาชนะปิดสนิทที่อุณหภูมิห้องได้ แต่ต้องไม่อยู่ใกล้เตาหรือหน้าต่างที่โดนแดด ส่วนพริกป่นถ้าเปิดแล้วควรแบ่งใส่ขวดเล็กที่ปิดสนิท เก็บส่วนที่เหลือในตู้เย็นจะยืดอายุได้ดีกว่า ขวดที่มีฝาบดในตัวอย่างขวดพริกไทยบดก็ใช้เก็บพริกแห้งป่นได้สะดวก เพราะปิดสนิทและหยิบใช้ง่าย
Premier ขวดบดเกลือและพริกไทย — ภาชนะปิดสนิทสำหรับเก็บเครื่องเทศแห้งเช่นพริกไทย ตรงกับคำแนะนำให้เปลี่ยนภาชนะ
ดูสินค้าสัญญาณที่บอกว่าของแห้งเริ่มเสียแล้ว
บางทีไม่แน่ใจว่าของที่เก็บไว้ยังใช้ได้ไหม มีสัญญาณที่สังเกตได้ไม่ยาก:
- กลิ่นเปลี่ยน — อับ หืน หรือเปรี้ยวผิดปกติ นี่คือสัญญาณแรกที่ชัดที่สุด
- สีเปลี่ยน — พริกแห้งซีดลง หรือเส้นหมี่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มผิดปกติ
- เนื้อสัมผัสเปลี่ยน — เส้นหมี่ที่ดูดความชื้นจะนิ่มและเหนียว พริกแห้งที่ชื้นจะนุ่มแทนที่จะกรอบ
- เห็นจุดขาวหรือเขียว — นั่นคือเชื้อราที่ขึ้นแล้ว ไม่ควรใช้ต่อ
สำหรับของที่ยังใช้ได้อยู่แต่กลิ่นจางลงเล็กน้อย เช่น พริกแห้งที่กลิ่นเริ่มซีด อาจนำไปคั่วในกระทะร้อนสักครู่ก่อนใช้ กลิ่นจะกลับมาบางส่วน แต่ถ้าเห็นราหรือกลิ่นอับชัดเจน ทิ้งดีกว่า เพราะเชื้อราบางชนิดในพริกแห้งสร้างสารพิษที่ไม่หายไปแม้จะทำให้สุกแล้ว
